Ep. 3 ชีวิตติด Train : ติดปีก.. กว่าจะเป็นนางฟ้าเคบาย่า

ย้อนความตอนที่แล้ว
หลังจากที่ผ่านกระบวนการทุกอย่างในประเทศไทยแล้ว เราก็ได้แต่รอเวลาได้รับอีเมลล์ยืนยันว่าเราจะได้บ๊ายบายเมืองไทย ไปตั้งรกรากที่ใหม่เมื่อใดกัน ระหว่างนี้แนะนำให้นำเอกสารที่ต้องใช้เช่นใบสูติบัตร ทะเบียนบ้าน ใบผลการเรียน รีบไปแปลเป็นอังกฤษที่กงศุลฯ แล้วให้เค้า Certified ตั้งแต่เนิ่นๆเพราะมั่นใจว่าใครที่เคยไปแล้วเวลารอนี่โค-ตะ-ระ ไกลและนาน จะได้ไม่ไฟลนก้นกันนะจ๊ะ

เอ๊า…สมมตินะสมมติว่าเราได้รับการคอนเฟิร์มทุกอย่างแล้ว หลังจากนั้นก็จะถูกเรียกไปปฐมนิเทศสักแห่งหนในกรุงเทพฯ (แล้วแต่ทาง HR ของบริษัทเครือในไทยนัด) หลังจากนั้นก็จะได้เจอเพื่อนร่วมก๊วน อนาคตเพื่อนร่วมบ้านที่จะได้ไปเรียนพร้อมกันที่สิงคโปร์ บรรยากาศระหว่างการปฐมนิเทศก็ชิลๆค่ะ จะพาพ่อหรือแม่มาก็ได้ เลือกสักคนเพราะว่าต้องมีการเซ็นต์สัญญาเบื้องต้นต่างต่างนานาซึ่งอันนี้ไม่ขอลงรายละเอียดเพราะไม่แน่ใจว่าเปลี่ยนไปขนาดไหนแล้วนะคะ นอกจากนั้นก็จะได้แลกไลน์ เฟสฯกับเพื่อนร่วมชะตาเพื่อที่ว่าบางทีจะได้ช่วยกันหาที่อยู่เวลาเราไปอยู่ที่โน้นค่ะ

o2a17axmxmy1VZX5z78-o

(บางคนอาจจะงงว่าทำไมต้องหาที่อยู่ คือสายการบินนี้ไม่ได้เตรียมที่อยู่ให้พวกเรา ไม่มีหอพัก
ไม่เหมือนสายการบินตะวันออกกลางค่ะ เพราะฉะนั้นทุกบาท ทุกสตางค์จากเงินเดือนทุกเดือนเราจะต้องนำมาจ่ายค่าที่พัก ซึ่งที่พักจะแบ่งออกเป็น 2 แบบคือ HDB จะมีลักษณะเหมือนอพาร์ทเมนต์ของรัฐบาลที่จัดไว้ให้คนสิงฯที่มีกำลังซื้อไปปล่อยเช่าให้คนทั่วไป คือจะมีห้องครัว ห้องนั่งเล่น ส่วนห้องนอนมีตั้งแต่ 2/3/4 ห้องนอนเป็นต้นไป ส่วนอีกแบบก็คือคอนโดฯที่เรารู้จักกันดีค่ะ

อันนี้จะแตกต่างจากแบบแรกคือมีส่วนกลาง มีสระว่ายน้ำ เหมือนคอนโดฯในไทยค่ะ เลือกตามอัธยาศัยให้เข้ากับไลฟสไตล์เราเพราะว่าเราจะอยู่บ้านหลังนี้ทุกวันภายในระยะเวลา 4 เดือนแต่หลังจากนั้นจะอยู่เฉลี่ยโดยประมาณแค่ 10 วัน ซึ่งในแต่ละครั้งที่ไม่มีบิน จขกท จะเลือกนอนแต่ถ้ามีวันหยุดติดกันประมาณ 3 วัน จขกท จะเลือกกลับไทยเพราะฉะนั้นการอยู่ในสถานที่ๆมีส่วนกลางจึงไม่ตอบโจทย์ จขกท เพราะไม่ได้ใช้เลย ส่วนสิ่งหนึ่งที่ไม่แตกต่างคือความไม่น่ารักของราคาที่ จขกท เจอมาเรียกได้ว่า S$3300 /เดือน หรือคิดเป็นเงินไทยนี่เกือบเดือนละแสนเลยล่ะค่ะ อ่อแต่หารกันกับเพื่อนบ้านนะคะ ไม่ใช่ว่าจ่ายคนเดียว บางทีห้องไซส์ไม่เท่ากันจึงมีวิธีคิดเงินแตกต่างกันไป บางคนไม่คิดอะไรมากจับหารเท่ากันหมด เพราะฉะนั้นแต่ละบ้านจะมีวิธีแบ่งห้องที่แตกต่างกันไป ชีวิตเพิ่งเริ่มเพราะฉะนั้นอย่าเพิ่งตีกันถ้าไม่ลงตัวนะคะ ค่อยๆคุยกันดีๆ)

คนไทยส่วนใหญ่จะชอบอยู่แถวๆ Tampines (แทม-พา-นีส) หรือ Pasiris (ปา-เซอร์-รีส) เนื่องจากว่าเวลาเทรนจะใกล้กับสถานที่เทรน นอกจากนี้ตอนบินแล้วจะสะดวกต่อการไปสนามบินค่ะ เผื่อโดนเรียก standby แล้วต้องรีบถ่อไป ส่วนถ้านั่งแท๊กซี่ตอนเช้าไปเทรนก็ประมาณ 10-15 นาที เฉลี่ยราคาประมาณ S$12-15 รถแท๊กซี่ที่นี่นั่งได้ไม่เกิน 4 คนถ้าเป็นรถปกติ เบียดเสียดกันเป็นปาท่องโก๋แบบเมืองไทยถือว่าผิดกฎหมายค่ะ ส่วนใครจะไปรถประจำทางหรือที่รู้จักกันว่ารสบัสก็ได้แต่ควรศึกษาเส้นทางให้ละเอียดก่อน ประหยัดกว่าแต่เหนื่อยกว่า บางทีอาจจะต้องต่อรถค่ะ

TIPS : จขกท อยากจะแนะนำใช้ App. มือถือที่สามารถบอกเวลารถและเรียก Taxi ฟรีมาได้ ลองโหลดดูได้ค่ะ สะดวกและประหยัดกว่าเยอะเลยเพราะอย่าลืมนะคะว่าที่สิงคโปร์เค้าห้ามเรียกรถนอกจุดที่เค้าจำกัดไว้ไม่เหมือนบ้านเราค่ะ

สำหรับ Bus – MyTransport Singapore, bus@sg, NextRide ค่ะ
สำหรับ Taxi – ComfortDelGro, SMRT Book a Taxi, Grab (Grab taxi)

ขอบคุณภาพจาก Google

ติ๊ต่างว่าจบสิ้นกระบวนการ บินลัดฟ้าเป็นที่สิงคโปร์ ได้บ้านเสร็จสรรพ เราจะต้องเข้าบริษัทไปทำธุรกรรมต่างๆภายในเวลา 7 วันก่อนเริ่มเทรนเช่นหาบ้าน (ระหว่างนี้จะมีโรงแรมให้อยู่ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายค่ะ) เซ็นสัญญา ปกติสัญญาจะผูกมัด 5 ปีแต่ว่าถ้าออกก่อนระยะเวลา 2 ปีเหล่าว่าที่นางฟ้าก็จะถูกกำหนดให้ต้องจ่ายเงินกี่แสนๆก็ว่าไป

นอกจากนี้เองในช่วงเวลาอาทิตย์แรกทุกคนจะต้องไปทำบัตร Work permit หรือ Work pass เพื่อจะได้ใช้ชีวิตอยู่ในสิงฯแบบไม่ต่างด้าวและเปิดบัญชีเพื่อรับเงินเดือนจากบริษัทด้วยนะคะ เรียกได้ว่าบีซี่สุดๆ มิหนำซ้ำยังต้องถูกตรวจร่างกายรอบสุดท้ายแต่ไม่ได้ละเอียดมากค่ะก็แค่วัดส่วนสูงว่าสูงถึงเกณฑ์จริงหรือเปล่า เช็คหู ต า คอ จมูก แต่ที่อเมซซิ่งจิงเกิ้ลเบลล์คือแพทย์จะให้นอนถอดกุ่งกุ๊งแล้วไอค่ะ เขาจะดูน้องหนูว่าฉี่เล็ดไหมคืออันนี้ไม่แน่ใจจริงๆว่าตรวจเพื่ออะไร ใครทราบจะช่วยแชร์รายละเอียดก็ไม่ว่ากันนะคะ แต่ที่พูดขึ้นมาเพราะจะบอกว่าไม่ต้องกลัวนะคะเพราะแพทย์คงเบื่อดูน้องหนูหลังจากที่ดูมาเป็นหมื่นหนู ยังไงเราก็มีเพื่อนร่วมหอลงโลงเดียวกันค่ะ อย่าไปอาย จขกท ก็ผ่านมาแล้ว…

เกริ่นไปซะยาวงั้นข้าพเจ้าขอส่งเข้า “Ep.3 ชีวิตติด Train” ที่ทุกคนรอคอยกันดีกว่าค่ะจะได้ไม่ยืดเยื้อรวนเรเยยวน ซึ่ง จขกท จะขอแบ่งเป็นตอนให้เข้าใจง่ายเหมือนปอกกล้วยเข้าปากเช่นเคยจำนวน 4 ตอนนะจ๊ะ เห็นรอมาตั้งนานแล้วงั้น “เลทส์ โก โอเค ลา”

3.1 ลง..หลักปักฐาน (Foundation)

การเทรนจะเหมือนการไปทำงานออฟฟิสที่เริ่มตั้งแต่ 08.00 – 17.00 ต้องไปเซ็นต์ชื่อด้วยนะคะ ใครไปถึงก่อนไปทานข้าวที่โรงอาหารก็ได้ค่ะแต่ใครมาสายห้ามเลยนะห้ามมมมมคิดให้เพื่อนเซ็นต์ชื่อให้โดยเด็ดขาดเพราะเคยมีคนโดนไล่ออกมาแล้วค่ะ ระเบียบที่นี่เนี้ยบสุดๆ

สำหรับคลาสเรียนนั้นจะแบ่งเป็นห้องๆมีเพื่อนๆน้องๆหลากชาติรวมตัวกันไม่เกิน 20 คน/ห้อง เราจะเรียกกันว่า Batch เราเป็นแบทช์ที่เราไหร่ ง่ายๆเลยสมมติว่าตอนนี้เราเป็นแบทช์ 2 ในปี 2016 เราก็จะเรียกสั้นๆว่า Batch 02/16 นั่นเอง ใครว่าเป็นแอร์นั่นง่ายแต่หนังสือที่แจกให้ที่เรียกว่า Foundation Book นั้นมั่นใจว่าสามารถเอาไปเป็นอาวุธป้องกันตัวได้สบายเพราะหนามากและหนักมาก (เล่มนี้ตอนลาออกต้องคืนนะคะเพราะฉะนั้นเก็บรักษาให้ดีไม่งั้นถูกปรับเล่มละ S$50)

อย่างที่ทราบกันดี จขกท เชื่อว่าจะพัฒนาคนให้ดีต้องมีรากฐานที่แน่นเพราะฉะนั้นทุกอย่างในนี้ คุณจะได้เรียนตั้งแต่ Configurations ของเครื่องบินว่าในสายการบินมีเครื่องแบบไหนบ้าง แบ่งเป็นคลาส Economy class, Business class, First class, หรือ Suite อย่างไร ลำไหนเป็น Short range หรือ Long range ซึ่งในสายการบินนี้จะมี Airbus และ Boeing ทั้งหมดจะแยกเป็น 3 แบบหลักคือ A330, A380, B777 แต่ละแบบก็จะแตกยิบย่อยไปอีก จำกันปวดหัวเลยค่ะ มากไปกว่านั้นระหว่างการเทรนจะได้เรียนคลาส Communication จากครูต่างชาติเจ้าของภาษา จะมีการทดสอบแบบ Scenario ให้ทำกับเพื่อน มีให้อ่าน passage ภาษาอังกฤษ

นอกเหนือจากนี้การเทรนทั้งหมดจะครอบคลุมถึงข้าวของเครื่องใช้บนเครื่อง การชงเครื่องดื่ม Cocktails, Mocktails ในแต่ละชั้นโดยสาร รวมไปถึงยี่ห้อต่างๆของ Drystores และ Amenities ที่อยู่บนเครื่องบินว่าเราเสิร์ฟอะไรแบบไหนให้ใครบ้าง ตลอดจนจานชามถ้วยน้ำและการติ๊ต่างเหตุการณ์ที่เราอาจจะเจอเพื่อที่จะให้เราได้ฝึกสมองและภาษาอังกฤษค่ะ เพราะฉะนั้นช่วงตลอดเกือบสองสามเดือนนี้สมองซีกซ้ายและขวาของเพื่อนๆก็จะได้ทำงานอย่างเต็มที่เพราะว่าจะมีการ Present ใช้วิชาตั้งแต่ประถมยันมหาลัยเช่น วาดรูปเอย งานกลุ่มเอย ออกมาพูดหน้าชั้นเอย เรียกได้ว่าสากกระเบือยันเรือรบไม่มีเวลาให้พักเลยทีเดียว

แต่สิ่งที่ จขกท ว่าน่ารักคือบริษัทเค้าจะมีเพลงและคติปลุกใจประจำสายการบินหรือจะเรียกว่าเป็นเพลงชาติปลุกใจของสายฯก็ได้ค่ะ เพลงนี้ต้องร้องทุกเช้าและจะต้องร้องให้ดูมีชีวิตชีวาก่อนเริ่มเรียนในห้องตัวเองเพราะถ้าร้องแบบไม่มีแรงหรือละเหี่ยชีวิต ครูก็จะสั่งให้ร้องใหม่ แนะนำให้เราคนไทยใส่อินเนอร์พี่อ๊อฟ ปองศักดิ์หรือพี่เบน ชลาทิศเวลาขึ้นคอนเสิร์ตลงไปจะได้รอบเดียวผ่าน โนเทค!!!

3.2 ลง..รองพื้น (Grooming)
หากเราเติมอาหารสมองกันไปแล้วเราก็ไม่ควรลืมให้อาหารภายนอกให้เราดูดีใช่ไหมคะ ถั่วต้มแล้วค่ะ ในระหว่างการเทรนสำหรับใครที่เพิ่งเรียนจบใหม่คิดไม่ออกว่าต้องใส่อะไร แนะนำให้หาเสื้อเชิ้ต+กระโปรงสอบ คัทชูที่ต้องสูงอย่างต่ำ 1 นิ้ว แต่งตัวเหมือนคนจะไปทำงานทุกวันค่ะเพราะทุกวันเราจะต้องเป๊ะ ปังและที่สำคัญหน้าฉ่ำเวอร์

(ทำไมต้องแต่งตัวดี? เพราะว่าเราไม่รู้ว่าจะเจอเนื้อคู่วันไหน เอ้ยไม่ช่ายยยยย….ก็เพราะว่า Instructor จะเช็คการแต่งหน้า แต่งกาย เล็บมือ การทำผมทุกวันตลอดช่วงเวลาการเทรน จนเมื่อวันจบก็จะประกาศผลสองรางวัล สำหรับ Best grooming กับ Second best grooming และมีรางวัลเล็กๆน้อยๆให้เป็นขวัญกำลังใจ ซึ่ง จขกท ได้ที่สองมาเพราะงั้นพวกเราคนไทยอย่าแพ้ชาติใดในโลกนะคะ โดยเฉพาะที่นู้นเค้าชอบชมว่าคนไทยมีใจรักบริการแถมสวยด้วย กร๊ากๆ ชอบใจๆ)

ในช่วงอาทิตย์แรกเป็นเด็กใหม่ไม่ประสีประสา หนึ่งในห้องเรียนที่จะต้องเรียนเปลี่ยนกาเป็นหงส์นั่นคือ Grooming class ค่ะ ทางสายการบินจะมีครูผู้เชี่ยวชาญมาสอนการแต่งหน้า ทำผมโดยเฉพาะ ซึ่งเจ้ให้คะแนนความเป๊ะ 10/10 หรือถ้ามี 100 ก็ให้ 100 ค่ะ ห้องนี้จริงๆก็ไม่ต่างจากห้องเชือดเท่าไหร่เพราะแต่ละคนจะถูกกำหนดชะตาชีวิตว่าเราควรจะมีโอกาสเลี้ยงผมยาวต่อไปไหม หรือจะต้องเซย์กู๊ดบายสั่งลามันเป็นครั้งสุดท้าย ใครที่รู้ตัวว่าหูกางตอนรวบ จขกท พูดเลยว่าหนูโดนหั่นแน่ๆค่ะเพราะงั้นควรทำใจไว้แต่เนิ่นๆ ตัดได้ก็ยาวได้ค่ะ ท่องไว้แบบนี้จะได้มีกำลังใจขึ้นเนอะ

ขอบคุณภาพจาก Google 

คงเห็นตาม Ad คิดว่าเป็นสาวสิงคโปร์เกิร์ลจะได้ปล่อยผมโชว์กลิ่นแชมพูหอมแฟซ่าแบบโปสเตอร์ใช่ไหมคะ พวกเราหมดสิทธิ์สยายผมค่ะเพราะถ้าทำขึ้นเครื่องแล้วบิน Long haul มีสิทธิ์กลายพันธุ์เป็นผีอีเม้ยได้เลย เลิกคิดๆเลยค่ะ

สำหรับคนผมสั้นจะมีทางเลือกอยู่ไม่กี่ทรงคือ Bob กับ Pixie ค่ะ ที่สำคัญห้ามย้อมผมด้วยนะคะเพราะสายการบินเน้นความเป็นธรรมชาติ มากสุดคือน้ำตาลเข้มค่ะ ที่เราเห็นสีปรี๊ดๆคือคนที่ทำมานานแล้วที่ไม่ค่อยมีใครกล้าว่า อย่าลืมว่าในเอเชียนั้นยังมีระบบอาวุโสอยู่ สมมติแค่เพื่อนเราถึงแม้จะอายุเท่ากันแต่รหัสทำงานเค้ามาก่อนเราก็ถือว่าเค้า Senior กว่าเราแล้วค่ะ แต่สำหรับคนที่ทนไม่ได้อยากจะย้อมจริงๆ ส่วนใหญ่เขาจะรอให้เทรนผ่านก่อน พอย้อมก็จะสเปรย์ดำทับให้ทั่วถึงค่ะแต่ จขกท ไม่แนะนำเพราะว่าแค่เจอสเปรย์ธรรมดาก็จะร่วงทั้งหัวแล้ว ถ้าต้องสเปรย์สีทับอีกคงหัวล้านเร็วๆนี้ค่ะ นอกจากนั้นสำหรับใครที่ผมยาวจะข้ามขั้นทำ Bun เป็น French twist (ทรงกล้วยหอม) ที่รู้จักกันดีก็ไม่ได้นะคะ ต้องรอให้ผ่านเทรน บินไปสักระยะแล้วต้องทำ Bun ได้ 100% แล้วโชว์ว่าเราทำอีกทรงก็เป๊ะด้วยเค้าถึงจะยอมเซ็นอนุมัติให้ทำค่ะ

ตัวอย่าง Grooming Class ที่จะเห็นว่าคนซ้ายคือสาวผมบ๊อบ คนขวาคือการเกล้า Bun หรือมวยผมให้เนี้ยบค่ะ” ขอบคุณภาพจาก Google
“ตัวอย่างผมแบบ Pixie” ขอบคุณภาพจาก Google

สำหรับช่วงแรกๆที่หนูๆไม่มีสิทธิ์มีเสียง หนูอาจจะประสบพบเจอว่าตัวเองแต่งหน้าคล้ายคลึงกับนกแก้วมาคอร์ยังไงยังงั้น ตาต้องแน่น รองพื้นต้องเนียน ปากต้องฉ่ำ แก้มต้องมา ปิดไฟแล้ว Intensity บนใบหน้าต้องชัด ราวกับว่าหน้าต้องเรืองแสงแม้กระทั่งปิดไฟได้ยังไงยังงั้น!!

 

นอกจากนี้แต่ละคนก็จะไม่มีโอกาสให้เลือกเส้นทางเดินของชีวิตตัวเองเท่าไหร่เพราะทางครูผู้เชี่ยวชาญนางนี้ก็จะมี Chart สีที่บริษัทตระเตรียมให้ว่าเราเหมาะกับโทนไหนเฉดไหนนั่นเอง ส่วนใหญ่จะไม่ห่างกันมากนะคะ ขึ้นอยู่กับความเหมาะสม สีผิวเราว่าเราจะได้ใช้สีอะไร ส่วนใหญ่สีที่เห็นบ่อยๆจะอยู่ในกลุ่มแดงอมชมพูแต่ไม่ถึงกับแดงแป๊ดหรือชมพูบานเย็นค่ะ สีเล็บและสีมือจะต้องสีเดียวกัน

ขอบคุณภาพจาก Google
“Teak Rose ของ Revlon ทั้งปากและเล็บมือคือสีที่สาวไทยส่วนใหญ่ใช้ สีนี้เซฟโซน ใช้ง่าย ดูสะอาดค่ะ” ขอบคุณภาพจาก Google

บางคนอาจจะคิดว่าแค่นี้ไม่เห็นเนี้ยบตรงไหน แต่ที่กำลังจะทิ้งท้ายเรื่องคลาสนี้ก็เพราะว่าเขาจะมีการ set standard หน้าและผมเผ้าเราอย่างดี จะมีข้อห้ามจุกจิกยิบย่อยแม้กระทั่งเครื่องสำอางเช่นใช้แบบ Shimmer ได้แต่ห้าม Glitter ปากห้ามฉ่ำ Lip gloss ขนาดผู้ชายกลัว ห้ามใส่คอนแทคเลนส์สี ขนตาปลอมติดได้แต่ห้ามแฟนซีหรือยาวเกิน 1 ซม. ส่วนคนผมยาวเวลาทำผมห้ามให้เห็นกิ๊บโผล่ คนผมสั้นเวลาก้มหน้าลงห้ามผมตกมาปรกหน้าเพราฉะนั้นต้องอัดสเปรย์แน่นและผมทุกๆแบบห้ามมีลูกผม ใครทำ Bun เส้นผ่าศูนย์กลางห้ามเกิน 7 ซม. (ใครคิดว่ามันจะบ้าเอาไม้บรรทัดมาวัดเหรอ มันบ้าค่ะ!! เอาไม้บรรทัดมาวัดจริงค่ะ) เล็บห้ามยาวเกินกี่มิลฯ ตุ้มหูห้ามเจาะเกินสองรู คือกฎมีระบุไว้อย่างชัดเจนว่าเราทำอะไรได้ ทำอะไรไม่ได้ ยืดยาวเป็นหางว่าว ไม่ยากและทำได้ค่ะ

“บอกแล้วว่าเค้าเอาไม้บรรทัดมาวัดกันจริงๆ ไม่ได้โม้นะโรบิน” ขอบคุณภาพจาก Google

TIPS: หลังจากที่ผ่านการเทรนมา เคยซื้อของจากไทยไปแล้วไม่ได้ใช้เพราะซื้อผิด เลยอยากจะนำมาแบ่งปันสำหรับใครที่กำลังหาตัวเลือก ไม่ว่าจะเป็นเจลแต่งผลและสเปรย์รวมไปถึงเน็ตผมและกิ๊บนะคะว่าควรจะซื้อแบบไหน จะได้ไม่เสียของ ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นของที่เราใช้จริงและใช้เองตอนบินนะคะซึ่งผลิตภัณฑ์ถูกกับจริตเราแต่ถ้าเพื่อนคนอื่นมีแบบอื่นที่เหมาะกับตัวเองแล้วจะเอาไปใช้ก็ได้เหมือนกันค่ะ

“ขอบคุณภาพจาก Google”

เน็ตผมจะคล้ายๆกับลักษณะนี้นะคะ เวลาซื้อยกโหลจะตึงเหมือนข้างบน เวลาถอดออกออกมาจะยุ่ยๆเหมือนแบบล่างค่ะ หาซื้อได้จากสำเพ็ง ละลายทรัพย์ค่ะ แนะนำให้ซื้อแบบตาข่ายถี่ๆ สีดำนะคะเพราะต้องเก็บมวยแน่นเลยทีเดียว
จริงๆแล้วหนึ่งวงจะมีเยอะเลยค่ะ น่าจะอยู่ที่ 100 อันได้ ถ้าจะเอาไป ซื้อไป 2 วงก็อยู่ค่ะ จขกท ใช้พอในระยะเวลา 2 ปีครึ่งค่ะ

“ขอบคุณภาพจาก Google”
“ขอบคุณภาพจาก Google”

สำหรับเจลใส่ผมนี้ จขกท ใช้ตอนก่อนมวยผมค่ะ แปะปลายมือแล้วลูบพวกลูกผมจะช่วยให้เกล้าง่ายขึ้นค่ะ
ที่สำคัญกระปุกใหญ่ราคาแค่ 50 บาทถ้าจำไม่ผิด ถูกมากกกกกกกแต่คุณภาพเริด อันนี้ยอมใจเพราะว่าลองของญี่ปุ่นแล้วอะไรก็แล้วแต่ไม่มีอะไรที่ จขกท ชอบเท่าอันนี้ ออดาซนี้เราให้ใจ

“ขอบคุณภาพจาก Google”

จะมวยผมแต่ไม่มีหวีก็คงไม่ได้เพราะจะเรียบไม่เรียบอยู่ที่หวีนี้ค่ะ เหมือนกับหวีหางแหลมไว้ยีผม จริงๆจะเอายี่ห้อไหนก็ได้ที่ทนหน่อยเพราะบางทีมวยแล้วมวยอีกแต่ทำไม่ได้ นอยด์ รีบๆหวี หักขึ้นมาซะงั้น ข้อดีของมันคือใช้ทางด้านยาวของปลายมันลูบเก็บผมให้เรียบได้ด้วยนะคะ ส่วนปลายแหลมมันก็ช่วยเก็บลูกผมตรงข้างหู หลังคอ ดีมากๆค่ะ

“ขอบคุณภาพจาก Google”

เก็บ Bobby Pins ไว้ที่บ้าน (ใครจำไม่ได้คือกิ๊บที่มีเม็ดดำๆตรงปลายนะคะ) เพราะว่าที่นี่ห้ามทำผมแล้วเห็นกิ๊บเด็ดขาด แนะนำไปร้านทำผมซื้อมาเยอะๆเลยค่ะ 2-3 กล่องได้ใช้แน่นอน ไปบอกแม่ค้าว่าจะขอซื้อ U pin (ยู-พิน)ได้ทั้งขนาดกลางและใหญ่นะคะ ส่วนใครที่ทำผมเก่งๆแล้ว จริงๆใช้อยู่แค่ไม่เกิน 4-5 ตัวแล้วแต่สภาพผมและความสามารถของเราค่ะ

“ขอบคุณภาพจาก Google”

ปิดท้ายที่สเปรย์ของเจ้… อันนี้ถ้าใครทราบดีจะเห็นพี่ช่างทำผมในไทยใช้กันเยอะ ไม่ว่าจะเป็นออกกองละคร ทีมข่าว แต่งงาน บลาๆๆ ยี่ห้อ Shwarzkopf แบบ Silhouette ความหนึบของมันดีเลยทีเดียวค่ะ สามารถปิดท้ายการเกล้ามวยเสร็จหรือที่เรียกว่า Finishing touch เบาๆ เก็บลูกผมได้ดีเลยทีเดียว หนึบแต่ไม่เกรอะกรัง ไม่แข็งจนเกินไปค่ะ

** สุดท้ายจะพก Liquid อะไรขึ้นเครื่องอย่าลืมโหลดเอานะคะไม่งั้นนอกจากจะเสียเวลาไปหาซื้อมาแล้ว ยังเสียดายที่ไม่ได้เอาเค้ามาด้วยอีกค่ะ

 

 

3.3 ลง..มือปฏิบัติ (Safety & First Aid)
ถัดมาอีกคลาสหนึ่งที่เราจะได้อยู่กับมันหนึ่งเดือนเต็มคือคลาส Safety และปฐมพยาบาลเบื้องต้นที่ขนาดหนังสือไม่ใช่เล่นๆอีกแล้ว การเทรนนี้จะอยู่ประมาณเดือนที่ 3 ของการเทรนทั้งหมด นั่นหมายความว่าเราต้องผ่านการสอบทุกอย่างแล้วก็ใกล้จะได้บินเต็มตัวแล้ว หลายๆครั้งคนเราอาจจะนึกไม่ถึงว่าอาชีพของแอร์นอกจากวันๆเสิร์ฟอาหารทำความสะอาดบนเครื่องบินนั้น เราเองก็ถูกเทรนให้มาช่วยเหลือคนเวลาเกิดเหตุการณ์คับขัน ไม่คาดฝันนั่นเอง บางคนอาจจะเข้าใจคิดว่าแอร์คือพนักงานทำความสะอาดบนเครื่องบิน แต่จริงๆแล้วเราอาจจะพูดได้ว่า “We are not a servant. We just happen to know how to serve but mainly we are trained to save lives when there’s an emergency on board.”

จริงๆแล้วไม่ว่าไม่ว่าจะประกอบอาชีพอะไรถ้าอยู่บนพื้นฐานความสุจริตเราควรเคารพกันและกันเน้อออ
อ่าววว… บินไปไกลขอตีลำกลับมาก่อน… คลาสนี้จะเรียนเรื่องเครื่องมือที่ใช้ช่วยชีวิตคนบนเครื่องบินซึ่งสามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้ในชีวิตประจำวันค่ะเราจะได้ลองสวมใส่เสื้อชูชีพ จำลองการทำ CPR เบื้องต้นให้ทั้งเด็กทารกและผู้ใหญ่ ลองจับ Halon Extinguisher, Water Extinguisher, Oxygen bottles, Transmitters, AED ฯลฯ และจะลองได้ดับไฟจริงๆ ลองกระโดดจากเครื่องบินจำลองลงน้ำ ลองปีนขึ้นแพที่ติดกับตัวเครื่องบินแบบจำลองจริงๆด้วยค่ะ ใครที่ว่ายน้ำไม่เป็น ฝึกด่วนไม่งั้นอาจไม่ผ่านได้

นอกจากนี้ครูสอนก็จะมีการทดสอบให้เราแก้ปัญหาหากว่าตกอยู่ในสถานการณ์ที่แตกต่างกัน เช่น การเปิด-ปิดประตูเครื่องในแต่ละสถานการณ์ต้องทำอย่างไร ถ้าไฟไหม้ในห้องน้ำบนเครื่องบินจะมีวิธีดับอย่างไร วิธีการพันแผล ทำเฝือกเบื้องต้น การป้องกันตัวเองเบื้องต้น ถ้าเจอ Dangerous goods บนเครื่องบินต้องทำอย่างไร ถ้าผู้โดยสารหมดสติต้องดูอาการอย่างไรและอีกมากมายหลายถ้าๆๆๆๆ พูดไปก็ไม่หมด วิชาเหล่านี้จะสอนให้เรารู้อาการผู้ป่วยและตัวยาเบื้องต้นที่อยู่ในกล่อง First Aid ที่จะมีอยู่ในทุกคลาสบนเครื่องบิน เรียกได้ว่าเรียนคลาสนี้ไปนอกจากจะได้ความรู้ติดตัวแล้วยังสามารถนำไปสอนคนใกล้ตัวเราได้อีกค่ะ

3.4 ลง..พื้นที่ (SNY)
กว่าจะมาถึงจุดนี้ Supernumerary หรือจุดที่เรียกย่อๆว่า SNY หรือการบินเป็น Trainee นั้น ขอบอกก่อนว่าในเกือบทุกอาทิตย์ตั้งแต่คลาสแรกนั้น เราจะต้องทำข้อสอบที่ในทุกครั้งต้องผ่านที่ 80% ตกและซ่อมได้ไม่เกิน 1 ครั้งไม่งั้นจะถูกส่งตัวกลับค่ะ กว่าจะเทรนจบนี่ไม่ใช่ง่ายๆเลยใช่ไหมคะ บางทีระหว่างทางก็เคยถามตัวเองว่าชั้นมาทำอะไรที่นี่ พ่อแม่ก็ไม่ได้เจอหน้า หลายคนที่มีแฟนก็มีความเสี่ยงจะเลิกเพราะไม่ได้กลับไทยเลยในตลอดเกือบ 4 เดือนแรก สักพักก็จะเริ่มฟุ้งว่าที่เรามาทำงานนี่ดีหรือไม่ดี คิดถูกหรือผิด คำถามผุดขึ้นมาต่างต่างนานาแต่มาจนครึ่งทางแล้วจะยอมแพ้ก็ไม่ใช่เราตอนแรกที่พยายามสู้เพื่อจะได้มันมาจริงไหมคะ งั้นเรามาสู้กันถึงที่สุดเลยดีกว่าค่ะ ไหนๆก็ได้บินในฐานะ Trainee แล้ว…..

พอเทรนครบเกือบ 4 เดือนเราจะถูกส่งไปบินจำนวน 3 ไฟลท์บนเครื่องบิน 2 แบบ (ขึ้นอยู่กับว่าตอนเทรนนั้นเราเทรนลำไหนบ้างเพราะเราจะสามารถบินได้แค่ลำที่เราถูกเทรนมา เช่นเทรน A330 มาอย่างเดียวเราก็จะบินเครื่องบิน A380 ไม่ได้ถึงแม้จะเป็น Airbus เหมือนกันก็ตาม) อยู่บนเครื่องจะเหมือนตัวแถมค่ะ เป็นเวลาที่แนะนำให้ตักตวงทุกสิ่งให้หมดเพราะภาคทฤษฎีย่อมแตกต่างจากปฏิบัติอย่างสิ้นเชิง บางคนอาจจะกดดันจนร้องไห้ บางคนอาจจะเมาเครื่องบินเพราะต้องเดินตลอดเวลาเหมือน จขกท ลงมาอ้วกเลยค่ะ ฮ่าๆ (แต่บินๆไปก็ชินแล้วค่ะ) บางคนใบ้กินไม่รู้จะคุยอะไรกับผู้โดยสาร บางไฟลท์ไป-กลับและเสิร์ฟเร็วมากจนไม่มีใครสอนอะไรได้แถมเหวี่ยงอีก เพราะฉะนั้นใครได้  Mentor ดีก็จำสิ่งที่เขาสอนไว้นะคะ ส่วนใครได้ไม่ดี ไม่ค่อยสอนก็อย่าไปติดใจค่ะ ไว้ลงมาถามเพื่อนในคลาสเอา

ส่วนที่ จขกท แนะนำให้จำและเรียนรู้ทุกอย่างก็เพราะว่าการบินในฐานะ Trainee นั้นเรามีโอกาสทำผิด (แบบไม่โดนด่า) มากที่สุดก่อนที่จะไปบินเดี่ยวตัวคนเดียวเปล่าเปลี่ยวเอกา เพราะฉะนั้นถ้าสามารถเรียนรู้สิ่งที่ถูกได้ตั้งแต่แรกเริ่มแนะนำให้จำฝังซิลิบรัมเลยค่ะ

**มั่นใจว่าอาจจะมีคนสงสัยว่าตอนเทรนได้เงินเดือนไหม**
ตอนเทรนได้เงินเดือนแต่ไม่ได้ค่าบินค่ะ แถมหากค่าบ้านหากเราเจอนายหน้าหามาให้แพง (เพราะเราเป็นคนต่างชาติ) ก็เรียกได้ว่าแทบจะไม่พอประทังชีวิตเลย (อย่าลืมว่าการเช่าบ้านจะต้องมีค่ามัดจำกี่เดือนๆก็ว่าไปแล้วแต่ตกลงกับเจ้าบ้านนะคะ) สำหรับคนที่คุณพ่อคุณแม่หรือทางบ้านไม่ได้ช่วยเหลือทางการเงิน บางทีอาจจะงงไปเลยว่านี่เรามาทำงานรับเงิน 6 หลักหรือมาทำงานเพื่อเป็นภาระยืมเงินพ่อแม่ต่อเนี่ย คือเราสามารถกู้บริษัทได้ในช่วงระยะเวลาอาทิตย์แรกที่เราเข้าไปเซ็นสัญญาค่ะ การกู้ยืมจะมี 3 ราคาแตกต่างกันตั้งแต่ประมาณ S$1,200 / S$2,400 และ S$3,600 และจะได้เงินก็ต่อเมื่อเราเปิดบัญชีและทำเอกสารกับบริษัทเสร็จเรียบร้อยค่ะ

แล้วคืนเมื่อไหร่?
พอเริ่มบินนับตั้งแต่เราติดโปรฯบริษัทก็จะหักเงินทุกๆ S$200 ไปจากบัญชีเราจนครบจำนวนที่เรายืมไปเองค่ะ

Switzerland
New York

(ส่วนสองลิ้งค์บนนี้นำมาจาก youtube ที่อยากให้ดูนะคะว่าบรรยากาศตอนเทรนจะเป็นประมาณไหน ห้องเรียนจะเป็นประมาณไหนใช้เวลาไม่นานแถมเห็นภาพด้วยค่ะ เป็นไงคะดูกันจบแล้วรู้สึกว่าเหมือนจริงแค่ใกล้เอื้อมมือจนขนแขนแสตนอัพกันแล้วใช่ไหมคะ)

สำหรับใครที่คิดว่าต้องเก็บชั่วโมงบินก่อนถึงจะสามารถบินไปยังยุโรปหรือบิน Long haul ได้ไม่ต้องห่วงนะจ๊ะเพราะที่นี่เมื่อทุกคนผ่านการเทรนแล้วก็สามารถบินไปได้ทุกที่แล้วแต่ Roster จะกำหนดมาให้ค่ะ First solo ของเราอาจจะเป็นลอนดอนก็ได้

ในขณะที่ First solo ของเพื่อนก็อาจจะเป็นไฟลท์ Turn around (ไปเช้าเย็นกลับ) ได้เหมือนกัน แต่ละเดือนระบบของบริษัทจะทำการสุ่มให้ค่ะ เพราะฉะนั้นทุกคนสามารถบินไปได้ทุกที่ แลกไฟลท์ได้หลังจากผ่านโปรฯ 6 เดือนและระบบจะเฉลี่ยให้ได้เงินเดือนเท่าๆกันค่ะ ใครที่ได้ไฟลท์เน่าไม่ต้องห่วงนะคะ วันของเราต้องมาแน่นอนค่ะ

คราวหน้าเรามาติดตาม “Ep.4 ชีวิตอเวย์ไทยแลนด์” กันดีกว่าค่ะว่าเอ๊… มันได้เที่ยวจริงไหม ที่คนว่าชีวิตแอร์สบาย สบายจริงหรือเปล่า แล้วพอลงมือทำงานจริงมันเหนื่อยแค่ไหน Jetlag เลิกกับแฟนจะทำยังไง รอติดตามอ่านกันตอนหน้านะคะ

Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s