LOVE AT FIRST SLIDE, ‘From Mt.Bromo-Kawah ijen to Bali’

ถ้าให้พูดถึงจุดหมายปลายทางที่ชวนสะกดจิตนักท่องเที่ยวให้มาพิชิตทันทีที่ได้เห็นรูปนั้น หนึ่งสถานที่ๆว่าคงหนีไม่พ้นสองภูเขาไฟโบรโม่ (Mt. Bromo) และ คาวาอีเจี้ยน (Kawah ijen) อันเลื่องชื่อที่ตั้งอยู่ทางฝั่งตะวันออกของจังหวัดจาวา (East Java) ประเทศอินโดนีเซีย ที่ มีทัศนียภาพดั่งต้องมนต์อย่างลมหายใจของโบรโม่และทะเลสาบซัลเฟอร์สีเทอร์ควอยซ์เล่นแสงอาทิตย์ระยิบระยับของคาวาอีเจี้ยน ลวงตาชวนให้คิดว่าไร้พิษภัย แต่แท้จริงแล้วทั้งเขาและเธอมีพลังทำลายล้างซ่อนอยู่ เพียงแค่รอให้ใครสักคนมาปลุกให้ตื่นจากการหลับใหลเท่านั้นเอง

การผจญภัยครั้งนี้มีเวลาร่วม 5 วัน 4 คืน แบ่งหลักๆออกเป็นสองช่วงคือ “3 วันแรกขึ้นเขา 2 วันหลังลงทะเล” ซึ่งก่อนการเดินทางเรามีการตระเตรียมทัวร์ไกด์+คนขับรถส่วนตัวสำหรับ 2 คนอย่างดีเป็นที่เรียบร้อย เข็มนาฬิกาเริ่มเดินตั้งแต่ช่วงเวลาที่ไกด์มารับจากสนามบินสุราบายาเพื่อ ตะลุยภูเขาไฟ จวบจนนั่งเฟอรี่ข้ามฟากส่งถึงโรงแรมที่บาหลี

IMG_7488

FullSizeRender

IMG_7474
“Selamat Pagi Indonesia สวัสดีอินโดนีเซีย :)”
itinerary
“นี่คือตารางการทัวร์ 3 วันแรกก่อนจะไปชิลเองที่บาหลี”

เมื่อได้เวลาก็บินลัดฟ้า 2,687 กิโลเมตรจากกรุงเทพฯสู่สุราบายา โดยมีไกด์ประจำตัวมายืนชูป้ายต้อนรับ ก่อนจะส่งสัญญาณให้รู้กันว่าต้องรีบไปต่อ เนื่องจากไฟลท์ดีเลย์ไปชั่วโมงเศษ กว่าจะถึงสุราบายาก็เย็นแล้ว ไหนจะต้องขับรถไปพักแถวโรงแรมบนภูเขาใกล้กับทางที่จะไปโบรโม่กว่า 3 ชั่วโมงครึ่ง

IMG_6679
“ร้านอาหารที่สนามบินถูกตกแต่งให้เหมือนร้านอาหารพื้นบ้านในเมือง”
IMG_6680
“เมื่อกองทัพต้องเดินด้วยท้องเลยแวะเติมพลังก่อน”
IMG_6681
“อาหารท้องถิ่นที่มีข้าว ไข่เจียว ไก่ทอดที่เคียงมากับซอสเผ็ด”

IMG_6704

IMG_7477
“แม้กระทั่งการตกแต่งที่สนามบิน บ่งบอกให้เห็นถึงความเข้มข้นของวัฒนธรรมที่ชัดเจน”

ในขณะที่คนขับรถปิดแอร์รับลมธรรมชาติและเปลี่ยนเกียร์ต่ำพยายามเกาะถนนปีนเขา ถ้าสังเกตุทัศนียภาพรอบตัวแล้ว ดาวเป็นล้านดวงที่ส่องแสงบนท้องฟ้า เมื่อเทียบกับวิวไหล่ทางที่จะตกมิตกแหล่นั้นช่างขัดกันอย่างสิ้นเชิง ชวนให้ลุ้นและเสียวตลอดระยะทางจนพูดได้เลยว่าจุดนี้ล่ะที่เริ่มจะถามตัวเอง ว่า “นี่ฉันมาทำอะไรที่นี่  ?”

ความประทับใจที่สองคือโรงแรมแรกที่พัก เนื่องด้วยการตัดสินใจวินาทีสุดท้ายว่าจะเปลี่ยนจากเที่ยว 4 วันเป็น 5 วัน ทำให้โรงแรมที่จองอยู่เดิมเต็ม จับพลัดจับผลูมาพักที่ Cemara Indrah Hotel แทน ความพีคที่ว่าคือ นี่คือโรงแรมสำหรับ backpackers, tourists แนวไม่คิดอะไรมาก รักธรรมชาติอย่างแท้จริง ใครไม่ลุยนี่เครียดเลยนะ

“จริงๆ แล้วในแถบที่พักนั้นมีโรงแรมให้เลือกหลากหลาย ราคาสูงต่ำตามเกรดกันไป มีตั้งแต่โฮสเทล กระท่อมไปถึงโรงแรมดีๆในราคา 500-7,000 บาท นอกจากนี้เวลาที่เราต้องตื่นตอนเช้าและระยะเวลาในการเดินทาง ก็ขึ้นอยู่กับโรงแรมที่เราเลือกพักด้วย”

อ่ะ… เรามาลองนึกภาพตามกันนะ เคยเห็นกระท่อมร้างในหนังฆาตกรรม หรือหนังแบบพระเอกจับนางเอกไปขังไว้กลางป่าไหม ? ถ้าคิดตามจะจินตภาพออกทันที เพราะเมื่อลงรถแล้ว ร่างกายเราจะสัมผัสอากาศที่แตะอุณหภูมิ 10 องศาแบบไม่คุ้นชิน เหล่าแมลงทับ แมลงปีกแข็ง ผีเสื้อกลางคืนนับสิบยี่สิบตัวบินเล่นไฟ ประหนึ่งรอต้อนรับ พีคกว่านั้นคือบางตัวสามารถเล็ดลอดผ่านช่องลับตามซอกหลืบกำแพง แล้วเข้าไปร่วมหอลงโลงกับเราได้ มิหนำซ้ำความแรงของน้ำ+น้ำอุ่นยังชวนให้หวนนึกถึงความแล้งในปีนี้ที่แผ่วเหลือเกิน แต่ The show ก็ must go on. เพราะหันมาดูเวลาอีกทีก็ปาไปสามทุ่มแล้ว ต้องตื่นตี 3 อีก!!! เลยไม่พิธีรีตอง คนอื่นอยู่ได้เราก็ต้องอยู่ได้ คิดซะว่าอีกไม่นานก็เช้าเลยขอเลือกนอนเอาแรงดีกว่า

ตี 3 แล้ว.. ตี 3 แล้ว.. ตื่นได้แล้ว…

FullSizeRender 6
“พี่พระอาทิตย์.. พี่รู้ไหมว่าหนูมารอพี่ขึ้นตั้งแต่ตี 4 พี่ดูไม่แก่ขึ้นเลย”

ลืมตาด้วยความสะลืมสะลือราวกับเพิ่งหลับตาลงได้ไม่กี่ชั่วโมง จู่ๆมือถือก็ทำหน้าที่ปลุกของมัน บวกกับอากาศแสนหนาวเหน็บทำให้ต้องใส่เสื้อผ้าหลายชั้น ดีนะที่เอาเสื้อกันหนาวมา ไม่งั้นคนขี้หนาวอย่างเราไม่น่าจะรอด ถ้าคุณคิดว่าเช้านี้เราจะอาบน้ำ บอกเลยคุณทายผิด ตามองตาคนรู้ใจแล้วรู้กันว่าขอซักแห้งหนึ่งวันคงไม่เป็นไรเนอะ ว่าแล้วพอถึงเวลานัด ไกด์ก็แสนตรงเวลา เอารถจี๊ปมารับแล้วเราก็พร้อมออกเดินทาง

IMG_6790
“ที่จอดรถจี๊ปรอรับลูกทัวร์ กว่าจะออกมาได้แต่ละคันทำเอารอจนเหนื่อย พี่พูดเลยว่าคันสุดท้ายซวยสุด”

**จิปาถะ ที่ควรเตรียมไป Mt.Bromo คือเป้สะพายหลังที่บรรจุไปด้วย ทิชชู่ ทิชชู่เปียก หน้ากากอนามัย น้ำเปล่าขวดหนึ่ง พลาสเตอร์ปิดแผล แว่นกันแดด เงิน และที่สำคัญคือ…ใจล้วนๆ**

จุดชมวิวโบรโม่มี 4 จุด ซึ่งจุดแรกที่คนส่วนใหญ่จะไปดูพระอาทิตย์ขึ้นก็คือ The Paranjakan view point จุดนี้เราจะสามารถเห็นภาพ panorama ของภูเขาที่เรียงรายอยู่ 7 ลูกด้วยกันแต่ 3 ลูกหลักที่คุณจะได้เห็นอย่างชัดเจนก็คือ Mt. Batok, Mt.Bromo, และ Mt.Semeru (หนึ่งในภูเขาไฟที่สูงที่สุดในจังหวัดจาวาและยังมีการปะทุรุนแรงอยู่)

FullSizeRender 7
“ภาพที่ถ่ายได้จากจุดชมวิว Paranjakan ก่อนที่ท้องฟ้าเริ่มจะสว่างขึ้น”
IMG_6766
“ทำตัวกลมกลืน หาจุดถ่ายรูปจากมุมต่างๆ”
IMG_6782
“สรุปแล้วคือหามุมที่ไม่มีคนอื่นเป็นฉากหลังไม่มี ฮ่าๆ”
FullSizeRender 3
“ระหว่างทางมีแวะดื่มชาร้อนในอากาศหนาว ได้อารมณ์สุดๆ”
IMG_6801
“Mie Goreng มาม่าแห้งรสชาติอร่อยล้ำ ช่วยประทังชีวิตเช้านี้”

IMG_6805 2

IMG_6785
“ระหว่างทางก็จะมีอาหาร ของที่ระลึกขายตลอดทาง ข้าวโพดปิ้งก็เป็นอีกหนึ่งอาหารขวัญใจชาวอินโดฯ”
IMG_6746
“รับกล้วยทับ ฟักทอง มันเผาสไตล์จาวาทานสักชิ้นไหมคะ ?”

ไปกันต่อที่จุดชมวิวที่สองมีชื่อว่า “Kingkong Hill” ตามมาด้วยจุดที่สามคือ “Love Hill” (จุดๆนี้มีคู่รักมาถ่าย pre-wedding กันเยอะ ซึ่งวันนั้นเองเราก็เจอคู่รักคู่หนึ่ง ฝ่าความหนาวลากเกาะอก กระโปรงยาวมาถ่ายกับว่าที่เจ้าบ่าว ทุ่มทุนสร้างยิ่งนัก) ส่วนจุดชมวิวสุดท้ายระหว่างลงเขามาก็คือจุด “Simpang Dingklik” ที่แค่ลงรถ เดินขึ้นเนินนิดหน่อยก็ถึงแล้ว

DCIM100MEDIADJI_0018.JPG
“หนึ่งในจุดชมวิวลับลวงพราง ที่ทัวร์ไกด์พาไปยล”

ความคิดส่วนตัวกับการดูพระอาทิตย์ขึ้น เรารู้สึกว่าไม่จำเป็นเท่าไหร่ เพราะจากทุกที่ๆเคยไป ไม่ว่ามันจะขึ้นที่ไหนมันก็ดูเหมือนกันไปหมดแถมนักท่องเที่ยวอยู่กันอย่าง แออัด เบียดเสียด เลยไม่อินกับไอเดียที่ต้องมาจองที่แล้วยืนรอพระอาทิตย์ค่อยๆขึ้นเกือบ 2 ชั่วโมงภายใต้อากาศที่ค่อนข้างหนาวสำหรับคนที่มาจากประเทศแถบร้อน แต่ถ้าใครที่ชอบเสพความเป็นธรรมชาติดิบๆก็แนะนำให้มาลองดู เพราะท้ายที่สุดแล้วทุกคนจะได้เห็นวิว panorama เหมือนกัน เก็บภาพได้คล้ายกันตามความโปรฯของการถ่ายภาพของแต่ละคนในตอนที่ฟ้าสางแล้ว แถมได้เดินไปเดินมา เปลี่ยนมุมถ่ายรูปได้ตามใจ โดยพอมาคิดอีกทีก็อ่าว.. แล้วเราจะมาจองที่ทำไมกันตั้งแต่ตี 4 ?

ผ่านจุดนี้ไปขอบอกเลยว่าเหนือฟ้ายังมีฟ้า ใครที่คิดว่าวิวเมื่อครู่ชวนหยุดลมหายใจ คงไม่เท่ากับอีกสองสามจุดชมวิวที่ไกด์พาไปอย่างลับๆที่บอกเลยว่าสิ่งที่เห็น อยู่ตรงหน้าชวนให้หัวใจหยุดเต้นมากกว่า ที่สำคัญไม่ต้องไปแย่งที่ถ่ายรูปกับใคร (เพราะฉะนั้นใครที่มีไกด์ควรจะถามรายละเอียดว่ามีจุดชมวิวกี่ที่ ? หยุดรถได้ไหม ? เพื่อที่จะไม่พลาดเพราะคงไม่มีมากันบ่อยๆ)

DCIM100MEDIADJI_0024.JPG
“วิวที่ชวนให้หัวใจหยุดเต้น ใครคิดเหมือนกันว่าเหมือนภาพวาดบ้าง ?”
FullSizeRender 4
“จุดชมวิว Simpang Dingklik”

“ถึงแม้ว่าพระอาทิตย์จะเหมือนกับที่เคยเห็นที่เชียงใหม่หรือภูเก็ต แต่สิ่งที่ทำให้รู้สึกแตกต่างคือทิวทัศน์ใหม่ 360 องศาและบรรยากาศของคนหลากหลายเชื้อชาติที่บากบั่นมาดูพระอาทิตย์ดวงเดิมกับคนพิเศษข้างกาย ไม่ว่าจะเป็นครอบครัว แก๊งค์เพื่อนหรือคนรัก”

จุดสุดท้ายเราจะไปสัมผัสลมหายใจโบรโม่กันแบบรดคอ เอื้อมมือก็ถึงปล่องภูเขาไฟโบรโม่กันไปเลยกับสถานที่ๆเรียกกันว่า “Caldera of Mt. Bromo” ข้อดีของทริปโบรโม่ก็คือมีรถและม้าอำนวยความสะดวกเกือบตลอดทาง จะเหลือก็เพียงต้องเดินขึ้นบันไดพาตัวเองขึ้นไปใจกลางปล่องภูเขาไฟให้ได้ นั่นเอง ซึ่งเมื่อปี 2010 เกิดเหตุโบรโม่ได้ปะทุจนทำให้ บันไดจำนวน 249 ขั้นเหลือเพียง 235 ขั้น มาถึงตรงนี้บอกเลยว่าเหนื่อยใช่เล่น เพราะความชันเฉลี่ยที่ 40-45 องศา ใครที่มีเวลาเตรียมตัวก่อนมา แนะนำให้ฟิตร่างกายให้เต็มที่เพราะว่าอาจจะมีหอบเล็กๆ

IMG_6899
“ถึงจะเหนื่อย คลุกฝุ่นแต่รับรองไม่ผิดหวัง ครั้งหนึ่งในชีวิตลองมากันดู”
IMG_6924
“Landscape ระหว่างทางที่จะไปพิชิตปากปล่องภูเขาไฟโบรโม่”
IMG_6890
“นอกจากจะมีร้านค้า เพิงร้านอาหาร ก็ยังเป็นที่จอดรถและมีม้าบริการสำหรับใครที่ขี้เกียจเดิน”
IMG_6891
“นี่ก็คือสองโฉมหน้าคนขี้เกียจนั่นเอง ฮ่าๆ”
IMG_6894
“หิวเมื่อไหร่ก็แวะมา…”

เมื่อเราขึ้นไปถึงปากปล่องโบรโม่แล้วก็จะมีคนท้องถิ่นมายืนขายเครื่องสักการะบูชาให้เราโยนเข้าไปในใจกลางควันที่ลอยฟุ้งขึ้นมา เช่นดอกไม้แห้ง เป็นต้น นักท่องเที่ยวบางคนก็โยนเหรียญ โยนแบงก์ลงไป บางคนก็เตรียมของมาเองโดยเฉพาะ มาถึงตรงนี้แล้วอย่างง… เราไปฟังเหตุผลกันดีกว่าว่าทำไม

IMG_6877
“ระยะทางจากจุดม้าเดิน ไปยังตีนบันไดใช้เวลาประมาณ 15 นาที”

IMG_6887

IMG_6830
“วันนี้โชคดีไม่ต้องใส่หน้ากากเพราะลมพัดกลิ่นกำมะถันไปทางอื่น”
IMG_6850
“น้ำเปล่า ชา เครื่องดื่มชูกำลัง มาม่าพร้อมขาย แถมนั่งทานได้ด้วย”
IMG_6851
“ขายสู้กับอาเจ๊ร้านตรงข้าม ของเหมือนกันเปี๊ยบ ถึงว่าไม่มีใครซื้อของตรู”
IMG_6848
“ชักภาพสวีทก่อนไต่บันได พอขึ้นไปตัวใครตัวมัน”
IMG_6832
“ระยะทางที่สามารถเดินได้ ขี่ม้าได้จนขึ้นบันได วัดจากสายตา (ถอนหายใจ)”

(ตำนานภูเขาไฟโบรโม่) The legend of Mount Bromo – ในอดีตกาลเจ้าหญิงจากราชวงศ์สุดท้ายในจังหวัดจาวาทางฝั่งตะวันออกได้อภิเษก สมรสกับสามัญชนที่อาศัยอยู่ในแถบภูเขาไฟโบรโม่ ถึงแม้จะใช้ชีวิตร่วมกันเท่าไหร่ดูเหมือนว่าทั้งสองก็ยังไม่มีทายาทให้สืบ สกุลเสียที จนวันหนึ่งทั้งคู่ตัดสินใจปีนโบรโม่เพื่อตั้งจิตอธิฐาน หวังจะขอลูกจากโบรโม่ที่ความสูง 4,000 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล ด้วยความตั้งใจศรัทธาแรงกล้า ทันใดนั้นเองทั้งคู่ก็ได้ยินเสียงแว่วมาจากปล่องภูเขาไฟว่า “พวกเจ้าจะมีบุตรสมใจ แต่มีข้อแม้ว่าวันหนึ่งในอนาคต พวกเจ้าจะต้องบูชายันคืนบุตรคนหนึ่งมาให้ข้า”

เวลาผ่านไป ทั้งคู่ก็มีทายาทสืบสกุลถึง 25 คนและด้วยความรักของพ่อแม่ ทำให้เขาและเธอไม่มีใครยอมสละบุตรให้โบรโม่ตามสัญญา จนวันหนึ่งโบรโม่เกิดปะทุจนอย่างรุนแรงจนทำให้ลูกคนหนึ่งคนเสียชีวิต จากเหตุการณ์ครั้งนี้ทำให้เจ้าหญิงและสามีเธอ พร้อมทั้งชาวบ้านตระหนักได้ว่าพวกเขาได้ผิดสัญญาและทำให้โบรโม่พิโรธโกรธา เลยเป็นที่มาของธรรมเนียมในการสักการะบูชาสิ่งของแก่โบรโม่ที่ยังคงปฏิบัติ ปีละครั้งจวบจนวันนี้ ซึ่งเครื่องสักการะบูชาสามารถเป็นได้ทั้งพันธุ์พืช หนู ดอกไม้แห้ง อาหาร เงิน ไก่ที่ยังมีชีวิตอยู่ หัวควายและหัวแพะ

“ทัวร์ไกด์แนะนำว่า ถ้าโบรโม่มีควันแปลว่าภูเขาไฟมีพลัง (Active volcano) เมื่อไหร่ที่ควันขาวเปลี่ยนเป็นควันดำแปลว่าใกล้บึ้ม คุณควรโกยแนบจากที่ตรงนั้นไม่เกิน 5 นาที และถ้าหากโบรโม่ไม่มีควันแปลว่า เราขอให้คุณโชคดี สิ่งศักดิ์สิทธิ์จงสถิตย์อยู่กับท่าน”

IMG_6858
“Here we are at the Caldera of Mount Bromo.”
IMG_6862
“โบรโม่ หนึ่งในภูเขาไฟในอินโดนีเซียที่มีโอกาสปะทุได้ทุกเวลา”
IMG_6869
“รับจ๊อบแชะภาพให้สาวโปแลนด์ใจกล้า ไม่มีสลิง ไม่มีแสตนอิน ตกเป็นตก ตายเป็นตาย”
IMG_6875
“จะขึ้น จะลง ความยากไม่ได้ต่างกันเลย จะจับราวก็ระวังเลอะ ระวังหินบาดมือด้วย”

นอกจากนี้ สำหรับใครที่ยังไม่รู้ คำว่า ‘โบรโม่’ (Bromo) นั้นมีรากศัพท์มาจากคำว่า ‘บรามา’ (Brahma) ในศาสนาพราหมณ์-ฮินดู ซึ่งหมายถึงหนึ่งในองค์พระตรีมูรติหรือ 3 มหาเทพผู้ยิ่งใหญ่ที่คนนับถือบูชานั่นก็คือ ‘พระวิษณุ’ (เทพผู้รักษา) ‘พระศิวะ’ (เทพผู้ทำลาย) และโบรโม่หรือ ‘พระพรหม’ (เทพผู้สร้างโลก) นั่นเอง

IMG_6897
“And so we’ve conquered the legend, Bromo.”

เมื่อชมความงามของโบรโม่หนำใจแล้ว ก็เดินทางกลับโรงแรมไปอาบน้ำล้างตัว แพ็คกระเป๋า ทานอาหารเช้า (ที่ไม่ค่อยมีให้เลือกสรรเท่าไหร่) พอ 9 โมงก็ขึ้นรถมุ่งหน้ารวม 6-7 ชั่วโมงเศษไปพักโรงแรม Santika Banyuwangi ที่ใกล้กับคาวาอีเจี้ยน ในเขต Banyuwangi ซึ่งจะถึงช้า-เร็วนั้นขึ้นอยู่กับสภาพการจราจรล้วนๆ ความโชคดีอย่างหนึ่งที่มาในช่วงรอมฎอน (เทศกาลถือศีลอด) ก็คือคนน้อย ทำให้ไม่วุ่ยวาย คนไม่เยอะเท่าช่วง high season

รถมาจอดเทียบหน้าล็อบบี้ ณ เวลาบ่าย 3 โมง ความรู้สึกมันตื้นตันเอ่อล้นอย่างบอกไม่ถูกเพราะโรงแรมดูใหม่และใหญ่มากเทียบกับโรงแรมก่อนหน้า เลยคิดว่าคืนนี้ท่าจะได้นอนหลับสนิท รอดตายแล้ว ส่วนพนักงานที่นี่อัธยาศัยดี ดูเป็นมิตร ห้องกว้าง สะอาดที่สำคัญน้ำแรงมาก แต่ที่ไหนได้ พอฟังทัวร์ไกด์บอกว่าเราต้องตื่นเที่ยงคืนเพื่อจะไปดู Blue Fire ก็แทบทรุด (เจอโรงแรมดีกลับไม่มีเวลาพักซะงั้น) เพราะฉะนั้นระหว่างที่มีเวลา 8-9 ชั่วโมงจึงตัดสินใจไปติดต่อ front-desk ขอลองใช้บริการนวดสักหน่อย ทางโรงแรมจึงจัดการให้เสร็จสรรพแล้วก็ให้ไปรอบนห้องเพื่อที่จะให้หมอนวดมาบริการถึงที่ ราคา 490 บาท/ชั่วโมง ซึ่งถือว่าไม่แพงสำหรับการมานวดในต่างแดน นอกจากนี้เองไม่ใช่ว่าทุกคนที่นี่จะสื่อสารภาษาอังกฤษได้ เพราะฉะนั้นเราจึงมีการปัดฝุ่นเอาภาษาทะเล ท้องฟ้า พระอาทิตย์มาใช้กับหมอนวดไปโดยปริยาย

ส่วนใครที่ชอบการนวดอยู่แล้วหรือใครยังไม่เคยลอง ไหนๆมาสักทีอยากให้ลองการนวดสไตล์ Javanese Traditional Massage เพราะเป็นศาสตร์การนวดท้องถิ่นที่นี่ ซึ่งจะแตกต่างจากนวดแผนไทย โดยจะเป็นการผสมผสานระหว่างการนวดผ่อนคลายและการกดจุดคลายเส้น นอกจากนี้เองยังมีการนวดสไตล์อื่นเช่นกันไม่ว่าจะเป็น Balinese Massage, Reflexology, Back Massage เป็นต้น หากมีเวลาจะลองหมดเลยก็ได้ไม่ว่ากัน

และแล้วนาฬิกาก็บอกเวลาเที่ยงคืน รถก็มารับตรงเวลาเป๊ะตามปกติไม่มีบกพร่องให้ติ เราใช้เวลานั่งจากเขต Banyuwangi ไปยังเบสแคมป์ ‘Paltuding’ ของคาวาอีเจี้ยนด้วยระยะเวลาประมาณ 1 ชั่วโมงครึ่ง สิ่งที่ต้องพกมาจะคล้ายๆกับการไปโบรโม่ แต่ที่แนะนำเพิ่มเติมคือถ้าใส่รองเท้า trekking จะช่วยเกาะพื้นขรุขระได้ดีกว่า (เนื่องจากทางที่เดินมีความชันและมีจุดที่พื้นมีแต่หิน ไม่มีราวจับ เดินไม่ดีมีตกเพราะมีคนเสียชีวิตมาแล้ว)

นอกเหนือจากนั้นคือหน้ากากอย่างดีเพื่อป้องกันกลิ่นกำมะถันที่ค่อนข้างแรง ชวนแสบตา แสบจมูกแต่ว่าก่อนทางขึ้นมีให้เช่าราคาประมาณ 60 บาท ถัดมาคือเวลาเดินๆไปสักระยะมันจะร้อน เหงื่อเริ่มออกแต่พอหยุดเดินก็จะเริ่มหนาว ขึ้นอยู่กับความแรงลมด้วยอีก เพราะฉะนั้นเลือกเอาตามความอึดของตัวเองว่าจะใส่เสื้อกันหนาวมากี่ชั้นและสุดท้ายที่ขาดไม่ได้คือไฟฉายเพราะเราจะต้องเดินไต่เขาในความมืด

IMG_6993
“ที่เห็นอยู่นี่ไม่ได้เสี้ยวทางเดินขึ้น เดินลงที่ผ่านมาเกือบ 4 กิโลฯเลย เราต้องไต่พื้นหินแบบนี้แหละ”
IMG_7011
“ไกด์บอกว่าถ้าวันไหนที่ควันกำมะถันฟุ้งแล้วเป็นพิษมาก การไม่ใส่หน้ากากมีสิทธิ์สลบ”
IMG_7032
“บรรยากาศดิบๆที่ควรมาสัมผัสด้วยตัวเองสักครั้งในชีวิต”
IMG_7047
“ทัวร์ไกด์เดินนำทางกับระยะทางอีกแสนไกล มาอีเจี้ยนไม่ต่ำกว่าเดือนละ 5 ครั้ง”
DCIM100MEDIADJI_0070.JPG
“ขอบคุณนะที่ช่วยฉุดกระชากลากถูตลอดทางที่ขึ้นมา”

ความโหดของอีเจี้ยนก็คือวัดใจสุขภาพความฟิตหนุ่มสาวอย่างเราๆมากเพราะ เราจะต้องเดินขึ้น 3 กิโลฯ-ลง 3 กิโลฯ ที่มีความชันเฉลี่ย 40 องศา จากระดับความสูง 1,850 เมตรไปถึง 2,380 เมตร ไม่นับที่ต้องเลาะพื้นหินสูงชันอีก 1 กิโล เพื่อไปดูไฟสีน้ำเงินที่คนหลายคนบอกเหมือนไฟเตาแก๊ซบ้านและเหมืองซัลเฟอร์ (สำหรับคนที่ไม่ต้องการโปรแกรม Blue Fire ก็สามารถมาเวลารุ่งสางได้) แถมไม่มีม้าให้บริการเหมือนที่โบรโม่ ไม่มีหน่วยแพทย์ฉุกเฉิน เพราะฉะนั้นเสี่ยงมากๆสำหรับคนที่เป็นโรคหัวใจหรือกลัวความสูง ทั้งหมดที่กล่าวมานี้ใช้เวลาเบ็ดเสร็จประมาณ 6 ชั่วโมงโดยเฉลี่ย ขึ้นอยู่กับความคล่องตัว ความฟิตและความเร็วของแต่ละคนในการเดิน ซึ่งพูดเลยว่าขนาดเราออกกำลังกายเป็นประจำยังหอบเลย ที่สำคัญก่อนจะขึ้นไปทำธุระให้เรียบร้อยเพราะข้างบนไม่มีห้องน้ำ ใครอยากเติมปุ๋ย เพิ่มแร่ธาตุฝากเป็นที่ระลึกให้ภูเขาก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง

FullSizeRender 13
“ภาพ panorama ของ Kawah ijen ที่ผ่านมาเคยเห็นแต่ภาพ วันนี้มาอยู่ตรงหน้าแล้ว”
DCIM100MEDIADJI_0066.JPG
“ที่เห็นภาพฟุ้งๆมันคือควันจากกำมะถันที่พัดมาล้วนๆ”

FullSizeRender 9

IMG_7062
“ตอนสว่างแล้วเริ่มเห็นแวดล้อมรอบตัวที่ชัดเจน ก็เริ่มคิดว่าเราขึ้นมาได้อย่างไร เดินผิดเป็นกลิ้งตกตาย”

ขอเสริมอีกนิดสำหรับการจะเห็นทะเลสาบกำมะถันของอีเจี้ยนนั้นขึ้นอยู่กับหลักวิทยาศาสตร์และดวงล้วนๆ เนื่องจากบางวันควันเยอะ เมฆแยะ ฝนตกบวกโชคร้ายจนควันปกคลุมไปทั่วทั้งทะเลสาบทำให้ไม่สามารถเห็นได้ชัด เพราะฉะนั้นต้องเผื่อใจก่อนมาว่ามีโอกาสจะไม่เห็นหรือไม่ได้รูปสวยๆกลับไป แต่ถึงตอนนี้บอกได้เลยว่า ถ้าคุณสามารถพิชิตภูเขาไฟทั้งสองลูกนี้ได้ก็ถือว่าคุณเจ๋งระดับหนึ่งแล้วเพราะทางมันลำบากกว่าที่คิด เรียกได้ว่านี่เป็นน้ำจิ้มก่อนจะไปลุยภูเขาลูกอื่นๆที่มีเส้นทางโหดกว่า

IMG_7054
“Sulfer กำมะถันที่ระลึก สามารถซื้อกลับไปฝากคนที่คุณรักได้ ราคาไม่แพง ร้อยกว่าบาท”

“Sulfur หรือกำมะถันที่เราจะเห็นตลอดทางขึ้น-ลง คาวาอีเจี้ยนนั้น นอกจากจะสามารถซื้อกลับไปเป็นของฝากได้ กำมะถันยังเป็นภูมิปัญญาชาวบ้านในการรักษาโรคผิวหนัง เพียงแค่ขูดให้เป็นผงแล้วทานในปริมาณน้อยก็จะช่วยรักษาภูมิแพ้ผิวหนังได้ นอกจากนี้เองกำมะถันยังใช้ในวงการแพทย์ ยา วัตถุระเบิดและเครื่องสำอางอีกด้วย”

IMG_7079
“ทานอาหารเช้าเอาแรงคืนจากการเดินกว่า 7 ชั่วโมง”

ในที่สุดก็หมดเวลาเกือบ 3 วันไปอย่างน่าเหลือเชื่อ สำหรับใครที่อยากมาอีเจี้ยนแนะนำให้ดู Blue Fire ไปด้วยเลยเพราะไหนๆก็มาแล้ว แต่ก็อย่าลืมฟิตร่างกายมาอย่างที่บอกเพราะว่าลงเขามานี่ปวดขาทันตา นึกออกไหมเวลาทางยิ่งชันยิ่งต้องเกร็งน่อง เกร็งก้น จิกนิ้วเท้า บางคนถึงกับเป็นตะคริว เพราะฉะนั้นมีใจพร้อมอย่างเดียวไม่ได้ ร่างกายต้องพร้อมด้วย เดี๋ยวจะไปเป็นอะไรบนนั้น

พักรบตะลุย เราขอข้ามฟากไปบาหลีชิลชีวิตบ้าง ทางทัวร์ไกด์แนะนำให้ขึ้นเรือข้ามฟากแทนที่จะเลือกเดินทางกลับไปยังสุราบายาแล้วไปต่อเครื่องบินในประเทศ การเดินเรือนั้นก็ไม่ยาก ขึ้นมันไปทั้งรถนี่แหละแล้วก็ออกไปหาที่นั่งเอา จากโรงแรมไปท่าเรือใช้เวลาประมาณชั่วโมงเศษ จากท่าเรือจาวาไปท่าเรือบาหลีก็ใช้เวลาชั่วโมงเศษเช่นกัน ซึ่งจะเห็นได้ว่าไม่นานเลยถ้าเทียบกับการย้อนทางกลับไปเริ่มต้นที่จุดเดิมที่อาจจะต้องใช้เวลาเกิน 10 ชั่วโมง แค่ที่ผ่านมาก็เหนื่อยนั่งรถจนก้นระบมไปหมดแล้ว

IMG_7098
“บนเฟอรี่ก็มีอาหารขายนะเออ ออกแนวบ้านๆหน่อยแต่อร่อยใช้ได้เลย ที่เห็นเป็นก้อนคือวิญญาณไก่นะ”
IMG_7084
“Adios Java, See you Bali.”

IMG_7101

พอถึงบาหลีแล้วต้องเดินทางต่อไปที่พักกว่า 3 ชั่วโมง ด้วยความที่ก่อนมามีหาข้อมูลว่าเขต Seminyak เป็นแหล่งท่องเที่ยวรวมชาวต่างชาติ วัยรุ่น ฮิปสเตอร์และออกแนว High-end ขึ้นมาหน่อยเลยเลือกไปพักที่นั่น จากการทำการบ้านมา โชคดีที่ได้โรงแรมราคาดีเทียบกับคุณภาพ แถมไม่ไกลจากชายหาดไม่แพ้ที่อื่นเลยไม่รอช้า โอเคเซย์เยสกับทัวร์แล้วเลือกไปที่นี่ ติดตรงที่เราจะเห็นได้ชัดว่าการจราจรในจาวากับบาหลีช่างแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง จาวาจะออกแนวต่างจังหวัดสโลว์ไลฟ์ ส่วนบาหลีเหมือนเมืองกรุงฯ รถติดอิ๊บอ๋าย กว่าจะถึงโรงแรมก็ปาไปสองทุ่ม แต่ด้วยวิญญาณนักท่องเที่ยวที่สิงในตัวสูง เลยไม่แคร์ ผ่านสามวันแรกมาได้แล้ว วันหลังจากนี้อะไรๆก็ง่ายหมดแล้ว

โอ เอ็ม จี… และแล้วก็ไม่ผิดหวัง รู้สึกว่ายิ่งเดินทาง ทุกอย่างยิ่งดีขึ้น สบายขึ้น อย่างโรงแรม Harris Seminyak ที่ลุ้นตัวโก่งว่าจะโอเคไหม สรุปโอเคใช้ได้จนต้องถ่ายรูปมาเลย คือถ้าใครได้เข้าไปดู agoda จะรู้ว่าราคาดีมากเมื่อเทียบกับ 4 ดาวของโรงแรมอื่นๆที่อยู่ละแวกเดียวกัน พนักงานก็ยิ้มแย้มต้อนรับตอนเช็คอิน พร้อมกับอธิบายทุกอย่างเสร็จสรรพ ไม่ว่าจะเป็นสถานที่ทานอาหารเช้า ฟิตเนส สระว่ายน้ำที่มีถึง 6 สระ ห้องอาหารอิตาเลี่ยนในตัวโรงแรม ไหนจะสปาราคาดี คือกะไม่ให้พวกเราออกไปไหนจากโรงแรมว่างั้น ?

IMG_7147

IMG_7134
“ที่รับประทานอาหารเช้า มีอาหารเอเชีย ตะวันตกและท้องถิ่นให้เลือกสรร”
IMG_7152
“หนึ่งใน 6 สระที่ไม่ได้ลงเพราะหนีไปลงทะเล”
IMG_7156
“ราคานวด ทำสปาต่างๆในโรงแรม ราคาพอๆกับใช้บริการข้างนอกเลย”
IMG_7154
“ห้องนวดที่มีไปเซอร์เวย์ แต่เลือกนวดเท้าแทน”

“มาต่างประเทศครั้งนี้ แฟนให้เราเลือกว่าจะเอา Accommodations หรือ Adventures ง่ายๆคือจะขลุกอยู่ในโรงแรม 5 ดาวหรือจะออกไปเปิดหูเปิดตาดูบ้านเมืองเค้า พอเราเลือกลุยก็เลยตอบโจทย์ว่าถึงจะ 4 ดาวแต่ Harris Seminyak ก็เป็น perfect match ของพวกเราอย่างลงตัว”

พาทัวร์โรงแรมแล้วก็ถึงเวลาทัวร์ร้านอาหาร ที่ได้ทานในเวลาวันครึ่งที่ได้อยู่บาหลีก่อนจะตีตั๋วกลับเมืองไทย ในความรู้สึกชอบส่วนตัว เราว่าอาหารไทยอร่อยที่สุดแล้วไม่ว่าจะเป็นอาหารทะเล อาหารที่ใช้เครื่องเทศเยอะ ถ้าเทียบกับแนวอาหารในแถบภูมิภาคเดียวกัน ต้องบอกก่อนว่าอาหารบาหลีค่อนข้างติดเค็มในทุกจานที่ได้ลอง ซึ่งทัวร์ไกด์ที่จาวาบอกเราว่าเพราะอากาศที่นี่ค่อนข้างร้อนโหดเหี้ยมมาก ทุกคนเลยต้องทานเค็มเพื่อที่จะมีแรงซึ่งฟังแล้วค่อนข้างงง

IMG_7133
“เลือกซื้อของในร้านสะดวกซื้อตรงข้ามโรงแรม”

IMG_7127

IMG_7128

IMG_7132

IMG_7204

IMG_7196

IMG_7202

IMG_7206

IMG_7528

IMG_7530

IMG_7529

จากรูปข้างบนคือช้อยส์อาหารตัวอย่างที่มีให้เลือกอย่างหลากหลาย รอบเขตที่พักไม่ว่าจะเป็นญี่ปุ่น ไทย อิตาเลียน กรีก อเมริกัน เม็กซิกันหรือแม้กระทั้งบาหลีเองนี่แหละ ถ้าทานอาหารฝรั่งก็จะเซฟกับรสชาติหน่อยแต่ก็น่าเสียดายถ้ามาแล้วจะไม่ลองของดีบ้านเค้ากัน เราไปดูลิสต์สถานที่ใกล้กับเขต Seminyak ที่เราพักดีกว่าว่ามีที่ไหนแฮพเพนนิ่งบ้าง

เริ่มจากเขตที่อยู่ ถ้าอยากได้อาหารท้องถิ่นดัง รสชาติดี มีการแสดงให้ไปร้าน “Made’s Warung” (มาเด้ วารัง) ใครชอบสไตล์ท้องถิ่นฟิวชั่นให้ลองร้าน “Merah Putih” (เมราห์ ปูตีห์) ส่วนที่เที่ยวกลางคืนให้ไป “Lafafella” ที่คงจะเทียบเท่า Fallabella ของบ้านเรา ส่วนที่บ้านเรามีและบ้านเค้าก็มีคือ “Ku De Ta” ที่ภายนอกตกแต่งอิงวัฒนธรรมบาหลีแรงมากด้วยเสาดินเผา ใครที่ได้เข้าไปจะเอามาแชร์ประสบการณ์เล่าสู่กันฟังบ้างก็ดี

ต่อกันที่ใครใคร่ดื่มแชมเปญ ไวน์ก็มีแชมเปญบาร์ ไวน์เล้าจ์ชื่อ “Red Carpet” และ “Vin+ Bar” (ฟินพลัส บาร์) ตามลำดับ เปิดตั้งแต่กลางวันแสกๆจนยามราตรี ใครกรึ่มๆหรือเดินมาเยอะแล้วอยากจะนวดผ่อนคลายสบายอารมณ์ แนะนำให้เดินไปฝั่งตรงข้าม เยื้องๆร้านไวน์จะมีร้านนวดชื่อ Bodyworks ที่ดังมากรอคุณอยู่ อ๊ะๆๆ แต่ต้องจองก่อนนะเพราะคนต่อคิวเยอะมาก

ส่วนร้านอาหารที่มีดีไซน์เก๋ก็คือ “Char Char Bar & Grill” อาหารแนวเอเชี่ยนฟิวชั่น มีค็อกเทลล์อลังการณ์งานสร้างชวนตื่นตาตื่นใจให้ลิ้มลอง ภายในและนอกร้านดูหรูหราแต่ราคาถูกมาก สั่งแนวซีฟู้ดมาประมาณ 5 จาน เช็คบิลมาราคาแค่ 700-800 บาท ส่วนคออาหารทะเลให้ไปเขต “Gim Baran” (จิม บารัน) ห่างจากเขต Seminyak ประมาณครึ่งชั่วโมง คนท้องถิ่นบอกว่าที่นี่เหมาะกับการสวีทกับแฟน ดูพระอาทิตย์ตก แต่ถ้าใครมีเวลาไม่เยอะและขี้เกียจ จะลองเดินไปชายหาด seminyak ดูคนเล่นเซิร์ฟหรือจะลงเรียนเล่นเองก็ได้ แถมไม่ต้องห่วงเรื่องร้านอาหารเพราะว่าตั้งแต่ระหว่างข้างทางไปถึงชายหาดเรียกได้ว่าเยอะติดกันเป็นตับจนเลือกนั่งไม่ถูก

IMG_7164
“Blue Bird Taxi”

มาถึงตรงนี้ ใครไปต่างประเทศแล้วไม่โดนต้มถือว่าไปไม่ถึง (จริงๆพูดปลอบใจตัวเอง) นอกจากจะเช่ามอเตอร์ไซค์ที่เป็นยานพาหนะฮ๊อตฮิตที่นี่แล้ว ยังมีพี่วินและแท๊กซี่มิเตอร์ ไม่มิเตอร์แบบไทย จนกระทั่งคนแปลกหน้าแรนดอมมาเสนอขี่พาไปนั่นนี่ในราคาที่หลอกลวงผู้บริโภคมาก ส่วนโรงแรมก็บวกราคามาตายตัวแต่แพ๊งแพง เพราะฉะนั้นเรามีบริการมอเตอร์ไซค์และแท๊กซี่มาแนะนำคือ แท๊กซี่ Blue Bird หรือนังนกสีฟ้าตรงตัวนี่แหละที่ไม่มีโกงมิเตอร์ แถมได้รับการโหวตว่ามีความน่าเชื่อถือ บริการดี ส่วนใครสนับสนุนธุรกิจ start-up ให้โหลดแอพลิเคชั่นที่มีชื่อว่า “Gojek” (Grab Bike) ซึ่งไม่ได้มีแค่บริการรับ-ส่งเท่านั้นนะ แต่ทำสากกระเบือยันเรือรบ ส่งตั้งแต่อาหารยันเครื่องดื่มแอลกอฮอลล์ (แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ราคาการเดินทางทุกอย่างก็ขึ้นอยู่กับการจราจร เสี่ยงเอา แต่ที่เจอมาคือใช้แท๊กซี่ยี่ห้อที่บอกแล้วถูกกว่าที่ทุกฝ่ายเสนอราคามา)

IMG_7223
“ชายหาด Seminyak เหมาะสำหรับนั่งชิล เล่นน้ำ เซิร์ฟ”

IMG_7325

IMG_7303
“บรรยากาศบาร์แถวชายหาดที่เต็มไปด้วยคนต่างชาติ”
IMG_7301
“บางร้านมีเล่นดนตรีสดไม่ต่างจากบ้านเรา ขอเพลงได้ด้วยนะ”

IMG_7302

นี่หมดเวลาสนุกแล้วเหรอ ?

ก่อนกลับอย่าคิดว่าจะฉลาดขึ้นเพราะไปโดนหลอกที่สนามบินอีกรอบ ลงรถปุ๊ปมีคนช่วยลากกระเป๋าเข้าไปจนต่อแถวโหลดเสร็จสรรพ ไอ้เราก็ควักตังค์ให้เป็นสินน้ำใจไปแต่ไม่พอ มีการขอเพิ่ม สรุปเจอค่าเสียหายคนลากกระเป๋าไป 30,000 รูเปียหรือคิดเป็นเงินไทยประมาณ 90 บาท แต่ถือว่าให้ๆเค้าไปเพราะค่าครองชีพ ค่าจ้างที่นั่นต่ำมากถ้าเทียบกับความหนักของงานที่พวกเค้าทำ

ท้ายที่สุดแล้วถ้าให้บอกความรู้สึกทั้งหมดของทริปนี้เสมือนการผลิตหนังสักเรื่องหนึ่งที่ต้องมีขั้นตอน “Pre-Pro-Postในการถ่ายทำจึงจะสมบูรณ์ ในส่วนของ Pre-production นั้น โดยส่วนตัวคงปฏิเสธไม่ได้ว่าจากคำเล่าขาน โบรโม่และอีเจี้ยนสวยดุจภาพวาด เป็นสถานที่สร้างแรงบันดาลใจให้ออกไปใช้ชีวิต อย่าหยุดนิ่ง ให้ออกไปค้นหาความงามของโลกด้วยสองเท้าและสองตาตัวเอง แถมในใจยังคิดว่าคงไม่ลำบากเท่าไหร่ เป็นการลำดับความคิด ความคาดหวังตัวเองในรูปแบบนามธรรมล้วนๆ คิดว่าขั้นตอนนี้แค่วางแผนให้ดีก็จะสบายไปตลอดทริปแล้ว

จนกระทั่งถึงตอนลงมือปฏิบัติในช่วง Production พอเจอของจริงมันหินกว่าที่คิด ไหนจะด้วยเวลาที่กระชั้นชิดจึงต้องใช้ทุกวินาทีให้คุ้มค่า ทฤษฎีที่อ่านมาไหงมันหายไปหมดเหลือแต่ภาคปฏิบัติ ไม่ว่าจะเป็นการต้องเรียนรู้วัฒนธรรมเพื่อนบ้าน ลองทานของแปลกใหม่ ทำอะไรที่ท้าทายขีดความสามารถตัวเองเหมือนความรู้สึก ณ จุดที่ต้องเดินขึ้นเขา ลงเหว มันโคตรวัดใจว่าคนที่อยู่ข้างๆจะทิ้งเราไว้กลางทางเหมือนเพลงพี่ปั๊ปหรือจะไม่ปล่อยมือกันไป หรือถ้าสุดท้ายเค้าไม่ไหว เราจะช่วยลากกันไปให้ถึงจุดหมายไหม แล้วเชื่อไหม ? ตลอดทางที่บ่นกับตัวเองว่าเรามาทำอะไรที่นี่ เหนื่อยแล้ว ยกเลิกไปบาหลีเลยได้ไหม ? พอไปเจอภาพวิวที่สวยจนบีบหัวใจแบบป๊อปอัพออกมาจากภาพเท่านั้นแหละ… มันเหมือนตัวเองชนะ หนึ่ง ชนะความคิดและ สอง ชนะใจตัวเอง คือเชื่อแล้วว่าความประทับใจมันไม่ใช่แค่จุดหมายแต่มันเป็นทุกจุดเล็กๆตลอดระยะเวลาที่เดินทาง

IMG_7265
“Love at first slide, ล้ม ลุกแล้วก็เดินต่อ”

“Trust me, there’s a hidden gem in every place all over the world and you don’t need to wait until you’re old. Travel while you’re still young and able.” – Bonne

ปิดท้ายที่ Post-production พอได้ตัดต่อ ตรวจทาน ร้อยเรียงความคิด สิ่งรอบตัวที่ประสบมาในระยะเวลาเพียง 5 วันก็เริ่มที่จะตกผลึกมาเป็น 5 วัน 4 คืนที่อยากจะให้ทุกคนมาสัมผัสด้วยตัวเองดู ถึงแม้ว่าแต่ละคนจะให้ค่ากับการเที่ยวที่แตกต่างกัน บางคนชอบชิล ทานหรู บางคนขอลุย ติดดิน แต่ในขณะที่วันนี้เรายังมีแรง บางทีก็อยากให้ลองฉีกกฎออกจากเซฟโซนแล้วไปลุยทริปคลุกฝุ่นสักครั้งในชีวิต ไปค้นหาคำตอบของการใช้ชีวิตด้วยตัวเอง ฟังคนเค้าเล่ามากับไปเจอเองไม่เหมือนกันหรอก เชื่อสิ  🙂

 

Advertisements

เที่ยวทั่วไทย ไปกัน.. ‘เลย’

มีเวลาแค่ 3 วัน ไปกัน.. “เลย” 

o0welifcivo55HLTFTa-o

วันแรก ชมผาหินคุณหมิงเมืองเลย / อะไรเอ่ยคือภูป่าเปาะ / จบวันเดินเลาะย่านเชียงคาน
วันที่สองรับอุทัยทะเลหมอก / ลงภูทอกเที่ยวแก่งคุดคู้ / ไม่ลองไม่รู้ล่องแพห้วยกระทิง / จบเรื่องกินแวะชิมไวน์
วันที่สามตะลุยทุ่งดาวเรือง / เยือนดงคริสต์มาส / สัมผัสภูเรือ / ไม่มีเบื่ออาหารพื้นบ้าน / แวะไหว้พระธาตุ / ไม่พลาดข้ามแดนลาว

วันนี้มือใหม่ขอฝากเนื้อฝากตัวมารีวิวสถานที่เที่ยวเมืองไทยไม่ไปไม่รู้กับจังหวัด “เลย” นะคะ คิดว่าน่าจะเอาใจคนที่กำลังหาตัวเลือกไปพักผ่อนที่ไหนสักที่ในประเทศแต่ไม่อยากจะลางานหลายวัน มีเวลาแค่ศุกร์-เสาร์-อาทิตย์ก็เที่ยวได้เหมือนกันค่ะ

Read More